ฟังคำเตือน “นักวิชาการ มช.”ออกโรงเตือนระวัง บริโภคข้าวเก่าค้าง 10 ปี มีโอกาสสูงได้รับสารพิษ

ฟังคำเตือน "นักวิชาการ มช."ออกโรงเตือนระวัง บริโภคข้าวเก่าค้าง 10 ปี มีโอกาสสูงได้รับสารพิษ

ฟังคำเตือน “นักวิชาการ มช.“ออกโรงเตือนระวัง บริโภคข้าวเก่าค้าง 10 ปี มีโอกาสสูงได้รับสารพิษ

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 67 รศ.พันทิพา พงษ์เพียจันทร์ อดีตอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟสบุ๊กว่า จากกรณีที่เอาข้าวเก่า ค้าง 10 ปี มาหุงรับประทานโชว์กัน ขอบอกว่าท่านได้รับสารพิษจากเชื้อราไปแล้วไม่น้อย หลายตัวหลายชนิดด้วย และใครที่ไปร่วมชิมเป็นสักขีพยานว่า ข้าวนั้นทานได้ ก็รับเคราะห์ไปด้วยค่ะ

นักวิชาการ มช. ออกโรงเตือนระวัง บริโภคข้าวเก่าค้าง 10 ปี

 

ข่าวที่น่าสนใจ

1.ปกติอาหารสัตว์ เราจะเก็บพวกธัญเมล็ดต่างๆ รวมถึงข้าว ได้อย่างมาก 1 ปี ที่อุณหภูมิห้อง เช่นเดียวกับที่โรงสีที่โชว์เก็บ แต่ก่อนเก็บนอกจากรมควันแล้ว ความชื้นในเมล็ดธัญพืชจะต้องไม่เกิน 12% เพราะพวกนี้สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ ซึ่งสภาพการเก็บของโรงสีที่เห็น ใส่ในกระสอบป่าน โอกาสดูดซึมน้ำกลับ ทำให้ความชื้นของเมล็ดข้าวสูงขึ้นแน่นอน หากจะเก็บไว้นานกว่านี้ต้องเก็บในสภาพเย็นแบบแห้ง หรือ Cold dry processing อุณหภูมิต้องไม่เกิน 13 °C ทำให้แมลงไม่ฟักออกเป็นตัว*

 

 

2.กระสอบป่านที่เก็บข้าว สภาพที่เห็น วางทับซ้อนกันสูงมาก อากาศไม่ถ่ายเท ส่งเสริมการดูดซึมน้ำกลับ ความชื้นในเมล็ดข้าวสูงขึ้น ส่งเสริมการเจริญของมอดแมลงต่างๆ

3.แม้จะรมยาแต่สถาพการวางทับกระสอบ รมยาไม่ทั่วถึงแน่นอน เพราะข้าวที่เอามาหุงแสดง ขณะล้างฟ้องอยู่แล้วว่ามีมอดข้าว ด้วง

4.การที่เมล็ดข้าวมีความชื้น ส่งเสริมการเติบโตของมอด แมลงต่างๆ หลักฐานประจักษ์ขณะซาวข้าว 15ครั้ง ตามข่าว ซึ่งข้าวปกติเราล้างไม่ถึง 3 ครั้ง

5. การมีมอดแมลง มูลของแมลงเหล่านี้นำมาซึ่งการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรีย ทำให้เน่าได้รับสารพิษโดยไม่รู้ตัว

6.จากสภาพข้าวที่หุงออกมา จะมีข้าวจำนวนไม่น้อย ที่มีสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด นั่นคือเม็ดข้าวที่ขึ้นรา อย่างน้อยต้องตรวจพบสารพิษอะฟลา 1 ตัว ตรวจง่ายๆโดยใช้เทคนิค บี จี วาย ฟลูโอเรสเซนท์ ซึ่งสารนี้ทนอุณหภูมิได้ถึง 250°C และยังจะมีสารพิษอื่นๆตามมาอีกหลายตัว อุณหภูมิข้าวที่เราหุงน้ำเดือด 100°C ไม่สามารถทำลายพิษจากเชื้อราได้ อาจได้แค่แบคทีเรียจากมูลของแมลง

 

 

รศ.พันทิพา ระบุอีกว่า เห็นเจตนาดีของท่านที่จะหาเงินกลับคืน ขอแนะนำว่า

1.อย่าขายให้คนหรือสัตว์นำไปบริโภค ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเราจะมีคนป่วยด้วยมะเร็งมากขึ้น สำหรับผู้บริโภคโดยตรง

2.กรณีนำไปเลี้ยงสัตว์ เราจะได้ผลิตภัณฑ์ เนื้อ นม ไข่ ที่มีสารพิษจากเชื้อราตกค้างในอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น

3.การนำไปขายให้อัฟริกา ชื่อเสียงข้าวเน่าเสียของไทยจะกระจายไปทั่วโลก คู่แข่งเราจะได้เปรียบ กว่าเราจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาคงหลายปี เสียตลาดข้าวให้คู่แข่ง โดยเขาไม่ต้องออกแรงเลย และที่สำคัญบาปตกอยู่กับผู้คิด ผู้ขาย แน่นอน

4.ขอแนะนำให้นำข้าวเหล่านี้ ไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์ หรือน้ำส้มสายชู จะดีกว่า สอบถามนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การอาหารต่อไปค่ะ

หมายเหตุ:การตรวจสอบสารพิษเหล่านี้ มีตามมหาวิทยาลัยที่มีห้องแลปตรวจอาหารทั่วไปหรือกรมปศุสัตว์หรือบริษัทรับตรวจสารพิษในอาหาร

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"สภาธุรกิจตลาดทุนไทย-กลต." ยืนยันสัญญาณบวก "นายกฯอนุทิน" นำไทยแลนด์ โรดโชว์ นิวยอร์ก ตั้งเป้าสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 กลางภาวะแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก
"นายกฯอนุทิน" จับมือผู้บริหาร Google ร่วมพัฒนามาตรฐาน Data Center เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดสถาบัน Open Data ให้โอกาสคนไทยยกระดับทักษะแรงงานคุณภาพ
"รมว.วัฒนธรรม" เข้าร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย มุ่งยกระดับพลังแห่งอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์และสร้างประโยชน์แก่ประชาชน
"กรมศิลปากร" พร้อมอวดโรงละครแห่งชาติโฉมใหม่ เปิดฉากการแสดงประจำปี 2570 นำการแสดงโขน "รามาวตาร" กลับมาสร้างความประทับใจให้คนไทยอีกครั้ง
"น้าเดช" รู้สึกงงชาวเน็ต ด่ารมว.วัฒนธรรม ปม "เขมรเคลมชุดไทย" ชี้ราชการมันต้องมีขั้นตอนพิสูจน์ ตอบโต้ ไม่ใช่ "รัฐมนตรีคีย์บอร์ด อธิบดีกรมเฟซบุ๊ก" อะไรไม่ถูกใจ ก็กราดไปทันที!??
"กรมการศาสนา" ยกย่อง 7 พฤติกรรมการทำความดี มอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ได้รับรางวัล "Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี" ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ดู LIVE รายการ