เขมรกุเรื่องได้ทุกวัน! “ผอ.JIC” ซัด กัมพูชา ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์ เงิน EU ไม่ใช่คำตัดสิน

เขมรกุเรื่องได้ทุกวัน! "ผอ.JIC" ซัด กัมพูชา ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์ เงิน EU ไม่ใช่คำตัดสิน จี้ใช้หลักฐานกลไกร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ ไทยพร้อมร่วมมือเพื่อมนุษยธรรม ย้ำ สองฝ่ายต้องร่วมสำรวจ แลกข้อมูลตามถ้อยแถลง 27 ธ.ค. 2568 หวังลดภัยคุกคามบนพื้นดิน สร้างสันติภาพยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีรายงานว่าสหภาพยุโรปอนุมัติงบประมาณประมาณ 1.6 ล้านยูโร เพื่อช่วยกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง ขณะที่กัมพูชาระบุว่าอาจต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการเก็บกู้วัตถุระเบิดและคลัสเตอร์ที่กล่าวหาว่ามาจากฝ่ายไทยว่า ประเทศไทยสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างเพื่อมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือกัมพูชา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การให้ความช่วยเหลือเพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิด กับ การกล่าวหาว่าใครเป็นผู้กระทำ โดยเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าใครผิดหรือใครถูก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากกัมพูชาจะกล่าวหาประเทศไทย ขอให้ใช้ข้อเท็จจริง หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ควรนำข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวมานำเสนอเสมือนเป็นข้อยุติ ส่วนการปฏิบัติการทางทหารนั้น ไทยได้ชี้แจงจุดยืนอย่างเป็นทางการว่า การดำเนินการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อป้องกันประเทศและประชาชน โดยยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งหลักการแบ่งแยกเป้าหมาย ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง และความจำเป็นทางทหาร

 

ข่าวที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่ากำลังรับภาระจากวัตถุระเบิดที่ไทยใช้ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พร้อมระบุว่า ประเทศไทยเองมีทหารได้รับบาดเจ็บรุนแรงและพิการจากเหตุทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และรัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งนำข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการระหว่างประเทศแล้ว ดังนั้น หากต้องการสันติภาพอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกพูดเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนฝ่ายตนเอง แต่ควรเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

ส่วนที่กัมพูชาควรดำเนินการอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อยากชวนกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนที่ตกลงร่วมกัน ผ่านกลไก Joint Coordinating Task Force for Humanitarian Demining ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แทนที่จะใช้ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน ไทยและกัมพูชาควรร่วมกันสำรวจ ระบุพื้นที่เสี่ยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

 

 

เมื่อถามว่า หากเราพูดเรื่องสันติภาพ แต่ไม่ร่วมมือกันลดภัยคุกคามที่อยู่บนพื้นดิน สันติภาพนั้นก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวพร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ และพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน โดยระบุสาระสำคัญว่า การช่วยเก็บกู้เพื่อมนุษยธรรม ไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ และ ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ให้ข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงร่วมกันเป็นผู้ตอบ ขณะเดียวกัน อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน แต่จงร่วมกันเก็บกู้มันออกจากแผ่นดิน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

พลัง “บวร” สุโขทัยคึกคัก! หลวงพี่นาค นำทีมจัดครัวเคลื่อนที่ ตักบาตรโรงทานเลี้ยงพระ-บุคลากร โครงการวัดประชารัฐสร้างสุข
"วินธัย" แจง 5 ข้อ โต้กลับ "สส.ส้ม" วิจารณ์ "ทหารวิ่งแกร็บ" โครงการสร้างรายได้เสริม ทภ.2 โยงแซะกองทัพ ยันทบ.คงมุ่งมั่นพัฒนาสวัสดิการกำลังพล ชี้เป็นไปโดยสมัครใจทำอาชีพสุจริตเพิ่ม
น่าน–แพร่ เดินหน้าบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม PM2.5 สู่การใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่
ชาวบ้านทิยาเพอ อ.สบเมย ยืนยันไม่เอาเหมืองแร่ ร้องอำเภอเร่งตรวจสอบ หลังจากที่ชาวบ้านเคยค้านมาแล้ว 2 ครั้ง รวมถึงปัญหาสารปนเปื้อน
กำแพงเพชร-รพ.เอกชนเมืองกำแพง เปิดอาคารกุมารเวชกรรม 24 ชั่วโมง ดูแลผู้ป่วยเด็ก
น่านชวนสัมผัส “เส้นทางภูษาล้านนา” พาเที่ยวผ่านขุนเขา ชุมชน และผืนผ้า เปิดมุมมองเมืองน่านผ่านวิถีชีวิตพื้นบ้านและภูมิปัญญาผ้าทอ

ดู LIVE รายการ