เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณี นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ระบุว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศอื่น หรือเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่นว่า ประเทศไทยเห็นด้วยกับหลักการอย่างชัดเจนว่า อาชญากรรมออนไลน์ไม่ควรถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่หลักการดังกล่าวต้องใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากเวทีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ ก็ควรพูดถึงแนวทางความร่วมมือในการทำลายเครือข่ายอาชญากรรม มากกว่าการใช้เวทีเพื่อกล่าวหาหรือสร้างความเชื่อมโยงโดยนัยกับประเทศอื่น
พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้กลับไปอ่าน Joint Statement วันที่ 27 ธ.ค. 2568 ที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน โดยข้อ 10 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงปฏิบัติตามแผนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึง Cyber Scams และ Human Trafficking ตลอดจนตกลงเพิ่มความร่วมมือเพื่อป้องกันการหลอกลวงออนไลน์และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางมิชอบ ดังนั้น คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “ใครกำลังใช้เรื่องสแกมเมอร์โจมตีใคร” แต่คือ “สิ่งที่เราลงนามร่วมกันนั้น ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” โดยประเทศไทยพร้อมร่วมมือ หากกัมพูชามีข้อมูล ผู้ต้องสงสัย บัญชีธนาคาร เครือข่าย สถานที่ หรือเส้นทางการเงิน ขอให้นำเข้าสู่กลไกความร่วมมือที่ตกลงกันไว้ ไทยพร้อมตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และในทางกลับกัน หากไทยส่งข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในกัมพูชา ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังและตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน




