“กรมส่งเสริมสหกรณ์” เตรียมทุ่มเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 500 ล้าน ยกระดับศูนย์ CDC สู่ “ฮับ” ประจำภูมิภาค ตั้งเป้าสิ้นปี 69 ยอดขายสินค้าผ่าน CDC แตะ 5,000 ล้าน

“อธิบดีนิรันดร์”เตรียมเงินกพส.กว่า 500 ล้านบาทปี 70 ยกระดับศูนย์ CDC เป็น”ฮับ”แต่ละภูมิภาค 1-2 แห่ง พร้อมจับมือสมาคมขนส่งทางบกฯ คิดค่าบริการขนส่งในอัตราพิเศษ หวังกระจายสินค้าสหกรณ์สู่ผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด ตั้งเป้าสิ้นปี 69 ยอดขายสินค้าของสหกรณ์ผ่าน CDC จะพุ่งถึง 5,000 ล้านบาท

หลังประสบความสำเร็จการกระจายสินค้า โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์หรือศูนย์ CDC ที่เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ จำนวน 125 ศูนย์กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง ภายใต้การขับคลื่อนนโยบาย CPD DRIVE-S ของ กรมส่งเสริมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์ดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมยกระดับ ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ CDC ที่มีความพร้อมให้เป็น”ฮับ”ของแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การกระจายสินค้าสหกรณ์ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วและได้รับความเสียหายน้อยที่สุด โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมหารือกับสหกรณ์ที่มีความพร้อมและพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าฯที่เหมาะสมไว้แล้วในระดับหนึ่ง และจะมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในปีงบประมาณ 2570 ทั้งนี้ เพื่อพลิกบทบาทให้ศูนย์กระจายสินค้ากลายเป็น ข้อต่อสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงธุรกิจของขบวนการสหกรณ์ ช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้อย่างเป็นธรรมและสร้างอำนาจต่อรองในตลาดได้อย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

“ขณะนี้เราเตรียมยกระดับ CDC บางศูนย์ให้เป็นฮับของแต่ละภาค อย่างเช่นอีสานพื้นที่กว้างหน่อยอาจมีสัก 2 แห่ง ที่เช่นที่สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ดและสหกรณ์การเกษตรในโคราช สองจุดนี้ จะเป็นจุดรวบรวมหลักก่อนกระจายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงอื่น ๆ ส่วนภาคเหนือ เช่นที่อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ หรือทางภาคใต้ที่จ.สุราษฎร์ฯ และอ.พรหมคีรี จ.นครศรีฯ ภาคกลางก็ชุมนุมสหกรณ์เแห่งประเทศไทย รวมถึงสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ต่าง ๆ ซึ่งกรมมีแผนจัดสัมมนาเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน อย่างน้อยไตรมาสละครั้งเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างสหกรณ์ทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร แลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องสินค้าและความต้องการ แล้วจับคู่ทางธุรกิจระหว่างกันด้วย“ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผย

 

 

 

นายนิรันดร์กล่าวต่อว่าสำหรับในปีงบประมาณ 2570 กรมฯได้เตรียมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ไว้ประมาณ 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ(ร้อยละ 1-3 ) สำหรับสหกรณ์ที่มีศักยภาพนำไปลงทุนขยายพื้นที่ศูนย์ CDC เพิ่มเติมทั้งอาคาร โรงเรือนเก็บรวบรวมและคัดคุณภาพผลผลิต รวมถึงอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็น อย่างเช่นรถบรรทุก รถห้องเย็น รถโฟล์คลิฟท์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมวางแผนการผลิตเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์เพื่อผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยตามที่ตลาดต้องการ ตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

“จะเห็นว่าเราได้ขับเคลื่อนศูนย์ CDC มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงดือนกันยายนนี้ มียอดมูลค่าซื้อขาย รวมกว่า 3,130 กว่าล้านบาท ซึ่งคาดว่าถึงธันวาน่าจะถึง 5,000 ล้านตามที่เราวางเป้าไว้ จากข้อมูลยอดขาย อันดับหนึ่งเป็นข้าวสาร อันดับสองผลไม้และอันดับสามสินค้าแปรรูปต่างๆ ปีหน้าเราตั้งเป้าให้ถึง 8,000 -10,000 ล้าน ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่ท่านรัฐมนตรีฯปิยะรัฐชย์ วางไว้”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผย

 

 

 

 

 

สำหรับการในการขับเคลื่อนศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์หรือศูนย์ซีดีซี.ในปี 2570 นั้น นอกจากการยกระดับ”ฮับ”ศูนย์ CDC ในแต่ละภูมิภาคแล้ว นายนิรันดร์ย้ำว่าล่าสุดเตรียมลงนาม MOU กับสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการขนส่งสินค้าสหกรณ์ โดยคิดราคาในอัตราพิเศษ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ในการคัดเลือกสินค้าสหกรณ์เกรดพรีเมี่ยมไปส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย

“เนื่องจากสหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ เราจึงได้หารือกับทางสมาคมขนส่งทางบกฯ เพื่อใช้บริการรถบรรทุกโดยคิดราคาอัตราพิเศษในการขนส่งสินค้าสหกรณ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อม ๆ กันปริมาณมาก ก็จะใช้บริการรถบรรทุกขนส่งไปลงตาม CDC ในแต่ละภูมิภาค จากนั้นทางสหกรณ์ฯก็จะกระจายต่อไปยังสหกรณ์เครือข่ายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงต่อไป นอกจากนี้กรมฯจะหารือ กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำตลาดในต่างประเทศด้วย โดยจะคัดเฉพาะสินค้าเกรดพรีเมียมในตัวสินค้าที่ ตลาดต้องการ ซึ่งปีงบประมาณหน้ากรมฯจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวย้ำ

 

 

 

 

ด้าน นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ตั้งของฮับศูนย์ CDC ของภาคอีสาน กล่าวถึงการเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์ในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน โดยผ่านศูนย์ CDC ว่าขณะนี้มีสินค้าจากทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาที่ศูนย์ฯของสหกรณ์ทุกวัน โดยสหกรณ์ฯเกษตรวิสัยจะมีสินค้าข้าวเป็นหลัก มีทั้งหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียวส่งไปแลกเปลี่ยนกับสินค้ากับสหกรณ์อื่น ปัจจุบันสหกรณ์มีรถบรรทุกพ่วง 1 คันและบรรทุกเดี่ยวอีก 1 คันในการใช้บรรทุกสินค้าของสหกรณ์

“ช่วงนี้จะมีผลไม้จากทางภาคใต้เข้ามาทุกวันนี้ มีมังคุดจากหลังสวน ชุมพร มาถึงเมื่อวาน 8 ตัน ขายหมดแล้ว พรุ่งนี้มีมังคุดจากสหกรณ์ฯพรหมคีรี นครศรีธรรมราช อีก 8 ตันเข้ามาอีก แล้วยังมีสะตอ ลองกอง ส้มโอทับทิมสยาม โดยเราเอาข้าวไปแลก ทุกครั้งที่ขนข้าวสารลงไปจะต้องมีสินค้าสหกรณ์คู่ค้ากลับมาด้วยเช่นกัน จะไม่มีตีรถเปล่ากลับมา”นางบุญเกิดเผย

 

 

 

ผู้จัดการสหกรณ์ฯเกษตรวิสัย จำกัด ย้ำว่า สหกรณ์ฯจะรับซื้อสินค้าในราคานำตลาด แต่สินค้านั้นจะต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่นำสินค้าตกเกรดมาจำหน่าย ดังนั้นหากสมาชิกพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพแล้ว เรื่องราคาก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะไม่มีวันราคาตกต่ำอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผลไม้ ไม่ว่าจะออกมาในปริมาณมากแค่ไหน หากผลผลิตมีคุณภาพสหกรณ์ฯก็พร้อมรับซื้อในราคาสูง

“ตอนนี้มังคุดหลังสวนชุมพรเราซื้อมากิโลละ 30-38 บาท ของพรหมคีรีนครศรีฯจะสูงหน่อยอยู่ที่ กิโลละ 38-40 บาท แต่ต้องเป็นผลผลิตเกรดคุณภาพแล้วเราก็จะเอามากระจายต่อให้สมาชิกและเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เฉพาะสมาชิกสหกรณ์เราเองก็ไม่พอขาย ตอนนี้มีอยู่ 9 พันกว่าราย”นางบุญเกิดกล่าว

ถึงกระนั้นผู้จัดการสหกรณ์ฯเกษตรวิสัยกล่าวเห็นด้วยแนวคิดของนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดี กรมส่งเสริมสหกรณ์ในการจัดเวลาสัมมนาจับคู่ทางธุรกิจระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน โดยอย่างน้อย ไตรมาสละครั้งเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ทั้งยังรับรู้ข้อมูลสินค้าของสหกรณ์แต่ละแห่งเพื่อให้สหกรณ์จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผนในการทำตลาดต่อไป

 

 

“เป็นแนวคิดที่ดีมาก อยากให้กรมจัดเวทีแบบนี้บ่อย ๆ อยากให้ตัวแทนสหกรณ์มาร่วมกันเยอะ จะได้มีสินค้าเป็นตัวเลือกมาก ๆ แล้วจะได้ทำความรู้จักกัน ทำธุรกิจร่วมกันต่อไป เครือข่ายของเกษตรวิสัยส่วนใหญ่ก็มีแต่คู่ค้าเดิม ๆ สินค้าก็มีแบบเดิม เราอยากให้มีสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น”นางบุญเกิดกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามจากการจัดเวทีเจรจาธุรกิจผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีการเจรจาธุรกิจสำเร็จ 95 คู่ คิดเป็นมูลค่า 319.81 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 26 คู่ มูลค่าประมาณ 23.08 ล้านบาท และการเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมเครือข่ายสหกรณ์ใน 31 จังหวัด สินค้าที่มีการเจรจาซื้อขายมีความหลากหลาย แต่สินค้าที่มีมูลค่าสูงสุดคือ ข้าวสาร มีมูลค่าประมาณ 302.61 ล้านบาท หรือ 94.62% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลไม้ 13.11 ล้านบาท สินค้าแปรรูปประมาณ 2.14 ล้านบาท รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ผัก ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และสินค้าอื่นของสหกรณ์ โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์ CDC สามารถเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าได้หลายประเภท และในระยะต่อไปต้องการขยายตลาดผลผลิตการเกษตรและสินค้าแปรรูปของสหกรณ์ให้หลากหลายมากขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"เวียตเจ็ทไทยแลนด์" เสิร์ฟเมนูพิเศษ "ผัดไทยซอสมะยงชิด" ในงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ประจำปี69
ร่วมลุ้น 5 รางวัลแห่งปี! "TOP CULTURE AWARD 2026"
ชลประทานพิจิตรปัก "ธงเหลือง" สัญลักษณ์เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น
แม่ฮ่องสอน - สบเมยวิกฤต! ฝนตกหนัก 1 ชม. น้ำป่าถล่มบ้านสิวาเดอ ซัดสะพานขาด 2 แห่ง
กำแพงเพชร-ทต.ท่ามะเขือ จัดโครงการรวมพลังสร้างสุขภาพดีเต้นแอโรบิกริมปิงตลาดท่ามะเขือ ผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน
เริ่มแล้ว! "นายกฯอนุทิน" ร่วมเปิดการอภิปรายทั่วไป เวที UNGA81 พร้อมผู้นำทั่วโลก ใช้โอกาสสำคัญแสดงความมุ่งมั่น ไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือขับเคลื่อนภารกิจ 3 เสาหลัก

ดู LIVE รายการ