RTI Thai หรือสถานีวิทยุไต้หวันภาคภาษาไทย และสำนักข่าว CNA ของไต้หวันได้เปิดเผยเมื่อวานนี้ (19 กย.) ว่าผู้ตายซึ่งเป็นหญิงไทยวัย 36 ปี เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาไต้หวันปีละ 3-4 ครั้งด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่ทริปนี้กลับเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเธอ และว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนร่วมงานของผู้ต้องหาไม่ทราบเลยว่ามีศพซ่อนอยู่ในที่ทำงาน ขณะนี้ตำรวจประสานงานกับสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป เพื่อติดต่อแจ้งข่าวร้ายแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และเตรียมเดินทางมายังไต้หวันแล้ว
รายงานเผยว่านายอู๋ทำงานเป็นพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในนครไถจง เขารู้จักกับหญิงสาวเมื่อราว 1 ปีก่อนระหว่างไปเที่ยวประเทศไทย จากนั้นทั้งคู่คบหากันโดยแยกกันอยู่คนละประเทศและเดินทางไปพบกันเป็นครั้งคราว
โดยครั้งล่าสุด หญิงสาวเดินทางมาไต้หวันเมื่อวันที่ 2 กันยายน กำหนดกลับไทยวันที่ 14 กันยายน แต่หลังคืนวันที่ 12 เธอก็ขาดการติดต่อไป ครอบครัวจึงขอให้เพื่อนในไต้หวันช่วยประกาศตามหาและแจ้งความ ตำรวจเขตว่านหัวในไทเปตรวจสอบเส้นทางการเดินทางและภาพจากกล้องวงจรปิดโดยรอบ พบว่าเธอเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านซีเหมินติง
ภาพจากกล้องวงจรปิดยังแสดงให้เห็นว่านายอู๋ไปที่โรงแรมในคืนวันที่ 12 กันยายน และออกมาในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 โดยถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทั้งขาเข้าและขาออก หลังจากนั้นไม่มีใครพบหญิงสาวอีกเลย ตำรวจจึงเร่งติดตามตัวนายอู๋มาสอบปากคำตลอดทั้งคืน
นายอู๋ให้การว่าทั้งคู่มีปากเสียงกันในโรงแรมเรื่องการเลิกรา เขาจึงใช้มือเปล่ารัดคอหญิงสาวจนเสียชีวิต ก่อนนำศพใส่กระเป๋าเดินทางแล้วขับรถจากไทเปไปยังย่านชีชี นครไถจง เพื่อซ่อนไว้ในตู้แช่แข็งภายในอาคารสำนักงานที่บริษัทของเขาตั้งอยู่
นายอู๋รับสารภาพด้วยว่าซื้อกระเป๋าเดินทางและตู้แช่แข็งเตรียมไว้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน และเลือกซ่อนศพที่บริษัทเพราะพนักงานส่วนใหญ่ทำงานทางไกล เข้าทำงานในสำนักงานจำนวนไม่มาก
ตำรวจเข้าตรวจค้นบริษัทเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 19 กันยายน) และพบศพหญิงสาวขดตัวอยู่ในตู้แช่แข็ง โดยไม่มีสิ่งของอื่นอยู่ในตู้ การสืบสวนเบื้องต้นระบุว่านายอู๋ลงมือเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 12 กันยายน ก่อนนำศพใส่กระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่ขับรถไปเก็บไว้ที่ตู้แช่แข็งในที่ทำงาน ผลตรวจเบื้องต้นชี้ว่าผู้ตายถูกบีบคอด้วยมือเปล่าจนเสียชีวิต
แม้นายอู๋อ้างตอนแรกว่าก่อเหตุเพราะโกรธที่ถูกขอเลิก แต่การเตรียมกระเป๋าเดินทางไว้ล่วงหน้า รวมถึงการเดินทางจากภาคใต้ขึ้นภาคเหนือไปก่อเหตุแล้วขนศพกลับไปซ่อนที่ไถจง ทำให้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแรงจูงใจและพฤติการณ์การก่อเหตุอีกหลายประการ
สำนักงานอัยการไทจงชันสูตรศพเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 19 กันยายน เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดและตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ ล่าสุดการชันสูตรเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเพื่อระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด
จากนั้นผู้ต้องหาได้ถูกส่งตัวให้อัยการดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม และในค่ำวันเดียวกัน พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอฝากขัง โดยชี้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำผิดฐานฆาตกรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งมีความเสี่ยงที่จะหลบหนี ทำลายพยานหลักฐาน และก่อเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำ และศาลไถจงมีคำสั่งอนุมัติตามคำร้องแล้ว

