มท.3 “เจเศรษฐ์” ลงพื้นที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ติดตามสถานการณ์ดินทรุดตัวบริเวณโดยรอบโรงเรียนบ้านดอยติ้ว สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความมั่นคงแข็งแรงของอาคารและพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด หากพบจุดเสี่ยงให้กั้นพื้นที่ทันที พร้อมเตรียมอาคารเรียนชั่วคราว งบประมาณ 3 ล้านบาท เร่งวางมาตรการป้องกันการทรุดตัวและหาแนวทางย้ายโรงเรียนไปยังพื้นที่ที่มีความปลอดภัย

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบและติดตามสถานการณ์การทรุดตัวของดินบริเวณโดยรอบ โรงเรียนบ้านดอยติ้ว หมู่ 7 ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน หลังได้รับรายงานถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่ออาคารเรียนและพื้นที่โดยรอบ เพื่อประเมินสถานการณ์ ความเสียหาย และกำหนดแนวทางป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายเจเศรษฐ์ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จาก นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายมานะ เพิ่มพูล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน นางเบญจรัตน์ สุวรรณศรี นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ นายเกรียงไกร ฝีปากเพราะ นายอำเภอท่าวังผา นายนพรัตน์ ถาวงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน นายมานนท์ จันทร์เจียม ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้นำชุมชน รวมถึงผู้แทนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่พบการทรุดตัวของชั้นดิน พร้อมประเมินสภาพพื้นที่โดยรอบอาคารเรียนและบริเวณที่มีความเสี่ยง เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการป้องกันการเคลื่อนตัวของดิน การกัดเซาะ และความเสี่ยงจากดินสไลด์ที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนและครูซึ่งต้องสามารถเรียนและปฏิบัติหน้าที่ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัย จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นโดยไม่ประมาท และให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการเร่งด่วน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินความมั่นคงแข็งแรงของอาคารเรียนและโครงสร้างต่าง ๆ อย่างละเอียด หากพบพื้นที่หรือจุดใดมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ให้ดำเนินการกั้นพื้นที่และห้ามบุคคลเข้าใกล้ทันที รวมทั้งพิจารณาปรับรูปแบบหรือสถานที่จัดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร พร้อมเตรียมการจัดสร้าง อาคารเรียนชั่วคราว งบประมาณประมาณ 3 ล้านบาท เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง จะให้มีการประสานวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา (Geology) เข้าร่วมตรวจสอบและวิเคราะห์สภาพชั้นดิน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทั้งการจัดทำคันกั้นดินเพื่อช่วยลดการเคลื่อนตัว การชะลอการทรุดตัวของพื้นที่ ตลอดจนการวางระบบระบายน้ำและควบคุมทิศทางการไหลของน้ำ เพื่อลดปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการกัดเซาะและความไม่มั่นคงของชั้นดิน
นอกจากนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจและจัดเตรียม พื้นที่ที่มีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับรองรับการย้ายสถานศึกษา ในระยะต่อไป เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หากผลการประเมินทางวิศวกรรมและธรณีวิทยาพบว่าพื้นที่เดิมมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและไม่เหมาะสมต่อการใช้เป็นสถานศึกษาต่อไป

ด้านการเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ได้กำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ จัดระบบเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก พร้อมติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินและพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดทำแผนเผชิญเหตุ กำหนดเส้นทางและจุดอพยพ ตลอดจนเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

“เด็ก ๆ และครูต้องได้เรียนและทำงานในสถานที่ที่ปลอดภัย กระทรวงมหาดไทยพร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อสนับสนุนและเร่งแก้ไขปัญหานี้ให้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลความปลอดภัยในระยะเร่งด่วน การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และการวางแนวทางสำหรับสถานศึกษาในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง นักเรียน ครู และพี่น้องประชาชนในชุมชน” นายเจเศรษฐ์ กล่าวเน้นย้ำ




