วันที่ 19 กันยายน 2569 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ เรื่อง “ช้าง”ตัวจริง…ในคดีฮั้ว สว. โดยมีเนื้อหาดังนี้
“ช้าง” ในสำนวนคดี กกต.
ถาม กกต.ข้างมากบอกว่า หลักฐานไม่พอให้ฟ้องภูมิใจไทย กกต.ข้างน้อย กลับบอกว่าชัดเจนพอให้ฟ้องได้ สองฝ่ายนี้เขาเห็นต่างกันที่ตรงไหนครับ
ตอบ กกต.เสียงข้างน้อย เขาบอกว่า เมื่อมีโพย มีคนในโพยได้คะแนนท่วมท้น มีการจัดประชุมพบปะนัดหมายก่อนลงคะแนน มีคนภูมิใจไทยหลายจังหวัด โทรศัพท์ถึงผู้สมัครกันระงม มีการจ่ายเงินด้วย ทั้งหมดนี้หากดูพยานเป็นชิ้นๆไป ก็เหมือนกับตาบอดคลำช้าง คลำเจอ “งวง” ก็ไม่รู้ว่าเป็นช้าง เจอ “งา” ก็งงอยู่ดีว่าอะไรแหลมๆวะ นี่คือปัญหาโดยสภาพของพยานในคดีนี้ ซึ่งฝ่ายเสียงข้างน้อยเขาบอกว่า มองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดประกอบเป็นภาพรวมแล้ว ก็จะรู้ทันทีว่ามันเป็นช้าง เพราะสัตว์ที่มีทั้ง งวง และงา นั้น มีแต่ช้างเท่านั้น คิดอย่างนี้เขาจึงสรุปว่า คดีนี้มี “ช้าง” มีขบวนการจัดฮั้ว ที่ภูมิใจไทยเข้ามาครอบงำการเลือก สว.จนไม่สุจริตเที่ยงธรรม อย่างชัดเจน
ถาม กกต.ข้างมาก ไม่รู้จัก “ช้าง” หรือครับ
ตอบ เค้าว่าพยานต่างๆ มีปัญหาหลายชิ้น ปากสำคัญที่ว่าเนวิน อนุทิน ประชุม สว.น้ำเงินที่โรงแรมพูลแมนนั้น เชื่อถือไม่ได้ ส่วนที่ว่าโทรศัพท์กันระงม ก็ไม่รู้ว่าโทรเรื่องอะไร ที่ว่ามีการประชุมซักซ้อมก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นมาอย่างไร พูดจาอะไรกันบ้าง เส้นเงินก็ไม่น่าเชื่อถือ
ถาม ในที่สุด ก็ต้องรอให้ศาลฎีกาชี้ขาดว่าใครถูกต้อง
ตอบ ศาลตัดสินเกินคำขอไม่ได้หรอกครับ คดีนี้ กกต.เห็นแล้วว่า มีผิดต้องตัดสิทธิเลือกตั้งอยู่ ๗๗ คน แล้วจึงส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัยว่าผิดจริงไหม ระบบกล่าวหาให้ฟังแบบนี้ ศาลจะหาหลักฐานเพิ่มเติมก็ได้ แต่เพิ่มจำเลยไม่ได้เป็นอันขาด เพราะงานจัดการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ กกต. ศาลได้แต่ให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น
ถาม แล้วอนาคตข้างหน้า กกต.ข้างมาก จะต้องโทษฐานทุจริตได้ไหม
ตอบ ลำพังปัญหาการฟังพยานสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น มันลากไปเป็นคดีทุจริตไม่ได้หรอกครับ มันต้องมีพยานหลักฐานซึ่งความชั่วในจิตใจปรากฏชัดเจนด้วย


