“โฆษกอสส.” แจงคืบหน้าคดีครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” รุกป่าสงวนฯราชบุรี ยื่นฟ้องศาลแล้ว เฉพาะเคส “นางสมพร”!!

"โฆษกอสส." แจงคืบหน้าคดีครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ" รุกป่าสงวนฯราชบุรี ยื่นฟ้องศาลแล้ว เฉพาะเคส "นางสมพร"!!

วันนี้ ( 18 ก.ย.69) มีรายงานความคืบหน้า คดีกรมป่าไม้ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นักการเมืองครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ถือครองที่ดินจำนวน 2,154 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ในอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประกอบด้วยเอกสารสิทธิ 60 ฉบับ แยกเป็นของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 53 ฉบับ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 5 ฉบับ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2 ฉบับ ซึ่งได้มีการตั้งสอบพิกัดรายแปลง และพบว่า มีการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวร ตำบลรางบัว และตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ทับซ้อนเขตป่าไม้ถาวร “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี” ซึ่งปัจจุบันกรมที่ดินได้สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ นส.3ก. จำนวน 59 ฉบับ เนื้อที่ 2,111 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา จากทั้งหมด 60 ฉบับ แล้ว

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ในส่วนของการฟ้องผู้ครอบครองโฉนด ทั้ง 3 ราย อัยการจังหวัดราชบุรี เจ้าของสำนวน ได้มีความเห็นแยกเป็น 2 ส่วน คือไม่สั่งฟ้อง นายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส. ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ โดยในส่วนของนายธนาธร ที่ได้ฟ้องผู้เกี่ยวข้องต่อศาลปกครองกลาง กรณีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก. เลขที่ 158 และ 159) อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เนื้อที่กว่า 81 ไร่ และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา ให้กรมที่ดินชดใช้เงินให้นายธนากร 4.9 ล้านบาท เป็นค่าที่ดินซึ่งซื้อต่อจากผู้ครอบครองเดิมมาโดยสุจริต และไม่ทราบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ป่าสงวน

 

 

ส่วนนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ อัยการจังหวัดราชบุรี มีความเห็นสั่งฟ้องและปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นศาล โดยคดีในส่วนนี้ นายเศวต อภัยรัตน์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 18 กันยายน 2569 แจ้งความคืบหน้าคดีดังกล่าว กับสำนักข่าวท็อปนิวส์ โดยระบุว่า ปัจจุบันสำนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีได้ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว และศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.807/2568 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีโจทก์ กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลย ในความผิดฐานยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ , ยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ โดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนข้อเท็จจริงในคดีประการอื่นไม่อาจเปิดเผยได้ เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ในชั้นศาล

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

อำเภอนาน้อยแจ้งเตือนเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ ตรวจสอบจุดเสี่ยง พร้อมสั่งการหน่วยงานเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน
อำเภอเมืองน่านคุมเข้มยาเสพติดและอาวุธปืน เดินหน้าตั้งจุดตรวจ–จุดสกัดเชิงรุก ยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่
"โฆษกอสส." แจงคืบหน้าคดีครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ" รุกป่าสงวนฯราชบุรี ยื่นฟ้องศาลแล้ว เฉพาะเคส "นางสมพร"!!
เติมฝันหนูน้อย 8 ขวบ! วัดสมานฯ มอบจักรยานคันใหม่ ปั่นไปโรงเรียน-กลับมาช่วยแม่ดูแลน้องพิการ
สสจ.อุตรดิตถ์ บูรณาการ รพ.สต.ไผ่ล้อม ออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ ณ รร.ลับแลศรีวิทยา ให้บริการตรวจ-รักษาฟันฟรี
น้ำป่าไหลหลาก 3 อำเภอ ขุนยวม-แม่สะเรียง-แม่ลาน้อย อ่วมกลางดึก คอสะพานบ้านสารภี-ป่าหมากขาด เร่งสำรวจความเสียหายเช้านี้

ดู LIVE รายการ