ในนัดสืบพยานเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 เวลา 10.06 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 703 ศาลออกนั่งบัลลังก์ โดยก่อนเริ่มการสืบพยานทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า ฝ่ายจำเลยประสงค์อุทธรณ์คำสั่งไม่จำหน่ายคดี โดยขอศาลมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดีนี้ไว้และส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ จากนั้นศาลแจ้งว่าขอปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหารก่อนว่าจะส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือไม่ ก่อนลงจากบัลลังก์ไป
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงในเวลา 10.32 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์อีกครั้งและแจ้งว่าจะรับอุทธรณ์ของฝ่ายจำเลยไว้และส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา โดยระบุว่า กรณีนี้มีแนวศาลฎีกาออกมาแล้วว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ยุติคดีได้เอง ฉะนั้นคดีนี้จึงน่าจะมีการจำหน่ายคดีในส่วนข้อหาที่ไม่ใช่มาตรา 112
จากนั้น “ปอ” กรกช หนึ่งในจำเลย ได้ลุกขึ้นสอบถามศาลในฐานะตัวแทนของจำเลยทั้งหมดว่า หากศาลฎีกามีแนวออกมาในลักษณะดังกล่าวแล้ว เหตุใดศาลจึงไม่สั่งจำหน่ายคดีในวันนัดสืบพยานวันนี้ ศาลชี้แจงว่า จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยต้องส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
จากนั้นจึงเริ่มการสืบพยานโจทก์ต่อเนื่องเรื่อยมาจนช่วงหลังพักเที่ยง ในเวลา 14.13 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์และแจ้งว่าได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหารมาใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อยุ่งยากในภายหลัง จึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในข้อหาตามมาตรา 116 และตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และมีคำสั่งลงรายงานกระบวนพิจารณาคดี ระบุว่า
“พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เนื่องจากศาลฎีกามีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 ก.ย. 2569 ถึงศาลนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มาตรา 8 ที่บัญญัติให้กรณีผู้ที่ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 หากถูกฟ้องคดีต่อศาลและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารระบบความ ซึ่งศาลฎีกามีแนวทางการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า ศาลฎีกามีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 8 ได้ทันทีหากมีข้อเท็จจริงเพียงพอและชัดเจน โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีคำวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 6 ก่อน
ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้มีการนิรโทษกรรมแก่บุคคลที่ได้กระทำการอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง โดยคดีนี้การกระทำเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 ซึ่งอยู่ในกรอบระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ที่ผ่านมาว่า การกระทำของฝ่ายจำเลยในคดีนี้มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมืองจากรัฐบาลก่อนจนนำมาสู่เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เพียงพอและชัดเจนโดยไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดก่อน
ส่วนกรณีที่ศาลเคยมีคำสั่งเห็นควรส่งคำร้องพร้อมสำเนาคำฟ้องให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัยชี้ขาด เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 และคำสั่งที่ว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำร้อง เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าว และให้ยุติการพิจารณาความผิดตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ โดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะสองข้อหาดังกล่าวออกจากสารระบบความ คงไว้เฉพาะความผิดตามมาตรา 112 พร้อมงดการออกหนังสือไปยังคณะกรรมการฯ ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ต้องส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก”
ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวมีการนำพยานโจทก์เข้าเบิกความ 2 ปาก แต่ยังเบิกความไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงให้เลื่อนไปสืบพยานไปนัดถัดไป โดยฝ่ายโจทก์และจำเลยได้กำหนดวันนัดใหม่รวมทั้งสิ้น 16 นัด ดังนี้ (หมายเหตุ เป็นนัดที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า อาจมียกเลิกนัดหรือเลื่อนนัด ติดตามอัปเดตจากศูนย์ทนายฯ อีกครั้ง)
การมีคำสั่งยุติคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ดังกล่าว ส่งผลให้แนวทางการบังคับใช้ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกันมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้มีคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ซึ่งมีจำเลยหลายรายถูกฟ้องในหลายข้อหาและอยู่ระหว่างการสืบพยานเช่นกัน โดยศาลอาญามีคำสั่งยุติการพิจารณาในข้อหาที่ได้รับนิรโทษกรรมแล้ว เหลือเพียงข้อหาตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นข้อหาที่ถูกยกเว้นไว้
แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกรณีของผู้ต้องขังทางการเมือง 5 ราย ได้แก่ “ขุนแผน” เชน, “มานี” เงินตา, “จินนี่” จิรัชยา, พิชัย, “พีรพงศ์” ที่ได้รับนิรโทษกรรมและได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขอให้ปล่อยตัวและแก้ไขการบังคับโทษ ศาลมีคำสั่งให้ส่งไปให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย ทั้งหมด