นอนคุกต่อไป!! “ศาลอุทธรณ์” ยกคำร้องไต่สวน “ไผ่-ครูใหญ่” ขอประกันตัว อ้างให้อาจารย์มธ.-ประธานอนุฯสิทธิมนุษยชน สภาทนายฯ เป็นผู้กำกับดูแล!

นอนคุกต่อไป!! "ศาลอุทธรณ์" ยกคำร้องไต่สวน "ไผ่-ครูใหญ่" ขอประกันตัว อ้างให้อาจารย์มธ.-ประธานอนุฯสิทธิมนุษยชน สภาทนายฯ เป็นผู้กำกับดูแล!

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในระหว่างพิจารณาคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังจากทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวของศาลอาญา โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

การยื่นประกันตัวครั้งล่าสุดในคดีนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 นับว่าเป็นครั้งที่ 8 (จตุภัทร์) และครั้งที่ 6 (อรรถพล) ทั้งคู่เสนอหลักประกันจำนวน 200,000 บาท พร้อมขอให้ศาลไต่สวนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน ด้านเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่จำเลยขอให้เป็นผู้กำกับดูแล

แต่ศาลอาญามีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า กรณีตามคำร้องยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะไต่สวน อีกทั้งศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยมาแล้วหลายครั้ง กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ต่อมาวันที่ 27 ก.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยสรุปยืนยันว่ามีพฤติการณ์ข้อเท็จจริงเป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ทั้งการที่จำเลยทั้งสองได้ประกันตัวในคดีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว ที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวโดยให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเห็นว่าจำเลยทั้งสองหาได้มีพฤติการณ์หลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปได้ติดอุปกรณ์ดังกล่าวที่ศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว ทั้งในคดีนี้ จำเลยทั้งสองได้ยื่นขอถอนหลักประกันตัวเอง และไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด

นอกจากนั้น ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ศาลอาญาก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา โดยศาลอาญาเห็นว่าณวรรษเคยได้รับการปล่อยชั่วคราว ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และคดีที่ต้องโทษจำคุกก็ครบกำหนดโทษแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคนก็เป็นเช่นเดียวกับณวรรษ อันเป็นเหตุที่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเช่นเดียวกัน การที่จำเลยมีพฤติการณ์อย่างเดียวกัน และไม่มีพฤติการณ์หลบหนีเช่นเดียวกัน กลับมีคำสั่งในลักษณะที่แตกต่างกัน เป็นการเลือกปฏิบัติที่กระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี และหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

คำร้องอุทธรณ์ยังยืนยันว่าการที่ศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญ ซึ่งเกิดภายหลังคำสั่งเดิมมาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด แต่อ้างเพียงว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เป็นการใช้ดุลยพินิจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งมุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในระหว่างที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด และย่อมทำให้ไม่อาจเข้าใจได้ว่าพฤติการณ์ใดของจำเลยทั้งสองจะเป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะหลบหนี คำสั่งศาลจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1

 

 

ขณะเดียวกัน ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ในข้อที่ 9/3 ระบุว่า “กรณีที่มีการถอนสัญญาประกันหรือถอนหลักประกัน หรือผู้ต้องหาหรือจำเลยขอยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น ศาลมีอำนาจปล่อยชั่วคราวต่อไปได้ โดยนำพฤติการณ์ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวมาประกอบการพิจารณากำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมแทนการทำสัญญาประกันหรือวางหลักประกันก็ได้”

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยทั้งสองเป็นผู้ถอนสัญญาประกันหรือหลักประกันของตน ทั้งในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่เป็นหลักฐานว่าจำเลยจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และไม่ได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขการประกันตัวแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสองคน

จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 28 ก.ค. 2569 ยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติกรรมแห่งคดีแล้วศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 7 และที่ 8 ในระหว่างพิจารณามาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”

สำหรับกรณีจตุภัทร์และอรรถพล ทั้งคู่ต้องติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) พร้อมกับถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สืบเนื่องจากที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาในคดีปราศรัยที่อำเภอภูเขียว เมื่อวันที่ 11 มี.ค.​ 2569 แต่คดีอื่นศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ซึ่งเป็นคดีที่ทั้งคู่เป็นฝ่ายถอนประกันเอง และส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะจตุภัทร์ที่เหลือเพียงคดีชุมนุม 19 กันยาฯ เพียงคดีเดียวเท่านั้น

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

บุกรวบ "นายก อบต.หนองหมี" คาห้องทำงาน! หลังรีดเลือดพนักงานจ้างที่กำลังจะหมดสัญญา ร่วม 8.4 แสน ขู่ไม่จ่ายยุบตำแหน่งทิ้ง!
"บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น" ทำหนังสือแจ้ง "ตลท." บอร์ดมีมติแต่งตั้ง "ซีอีโอ กรรมการผู้จัดการใหญ่" คนใหม่ แทน "ชัยวัฒน์" ครบวาระสัญญาจ้าง 31 ธ.ค.2569
“สีหศักดิ์”ยันจุดยืนเจรจากัมพูชา เวที UNCLOS ต้องคุยปักปันเขตแดนให้ชัดเจนก่อน ข้อเสนอพัฒนาแบ่งปันทรัพยากรทะเล “ค่อยว่ากันทีหลัง!??”
“ดร.โอฬาร” ลั่นกกต.ไม่ใช่ "บุรุษไปรษณีย์" รับทุกข้อกล่าวหาส่งศาลหมดไม่ต้องตรวจสอบ ชี้รธน.มาตรา 266 ระบุชัด ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่ไม่สุจริต"
ทำอะไรได้มั๊ยเนี่ย?? "UN"อ้างข้อเท็จจริง ควรเชื่อได้ "สหรัฐ" เป็นชาติก่ออาชญากรรมสงคราม เหตุโจมตีโรงเรียน-เขตที่อยู่อาศัย อิหร่าน พลเรือนเสียชีวิตกว่า 200 คน
เข้าทางพ่อค้าอาวุธ!!! "สหรัฐ" ไฟเขียวขายเครื่องบิน F-35 ล็อตใหญ่ 48 ลำ มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เพิ่มดุลกำลังรบเขตตะวันออกกลาง!???

ดู LIVE รายการ