วันที่ 1 กรกฎาคม เวลา 20.27 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วันสุดท้าย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจงว่า จากกรณีที่ผู้นำฝ่ายค้าน ถามว่ารัฐบาลมีมุมมองอย่างไรต่อวิสัยทัศน์ และการจัดงบประมาณในครั้งนี้ งบประมาณนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องมือในหลายเครื่องมือที่รัฐบาลมี เรายังมีเครื่องมือรัฐวิสาหกิจ กองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ การร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน เราต้องเห็นก่อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
ขณะนี้เราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจไทย ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ก็ถอยหลังลงไปด้วยแม้จะปรับตัวดีขึ้นมาบ้างแต่หากไม่รีบปรับตัวก็ถูกคนอื่นแซงไป รัฐบาลจึงตั้งเป้าว่าใน 4 ปี จะกลับมาเป็นติดท็อป 20 ของโลก

เราต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ที่วันนี้อาจจะตกอยู่ที่ 2.7 ถึง 2.8% และขณะนี้ก็ต่ำกว่าศักยภาพ แต่เป้าหมายระยะปานกลาง ต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเศรษฐกิจของประเทศให้โตมากกว่า 2.8% เราตั้งเป้าไว้ที่ 3% พลัส
สิ่งที่เราทำอีกคือรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชน เพราะเราทำคนเดียวไม่ได้ ภาครัฐต้องร่วมกับเอกชน ถึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนที่ร่วมกันตั้งเป้าในระยะยาว หลายคนอาจบอกว่าตั้งเป้าเกินจริง แต่ทุกคนคนไทยเราต้องฝันให้เป็นจริง วันนี้ถ้าไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจนของการเติบโต และแข่งขันได้ในระยะยาว เราก็จะถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราร่วมกับภาคเอกชน มีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมมือว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันระหว่างประเทศ ผ่านการร่วมมือกับธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเอเชีย ต้องการยกระดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับสูงภายใน 12 ปี ธนาคารโลกได้ศึกษาว่าประเทศไทยต้องยกระดับอะไรบ้าง โครงสร้างพื้นฐานใดบ้าง ทางด้านพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะด้านเอไอ ทั้งหมดนี้เราก็เห็นด้วย และจะร่วมทำกับภาคเอกชน เรามาร่วมกันทำร่วมกันฝันทำให้ประเทศไทยดีขึ้น
”รัฐบาลนี้ต้องการทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น มีรายได้สูงขึ้นเรา ไม่ได้ฝันด้วยตัวเอง แต่เราทำร่วมกันกับทั้งภาครัฐ และเอกชน และหากสมาชิกจะมาช่วยกันทำช่วยกันออกความเห็นผมมองว่าจะยิ่งเป็นประโยชน์กับประเทศไทย“ นายเอกนิติ กล่าว
ส่วนในระยะสั้น งบ 70 เราเจอปัญหาอะไร รัฐบาลนี้เข้ามาในปีงบประมาณ 69 ที่ถูกตั้งไว้ก่อนหน้านั้น งบมีอยู่อย่างจำกัด ขาดดุล 4.4% ของจีดีพี จนบริษัทจัดอันดับสากลมาเตือนเรา เราโตน้อย แค่ 1-2% ต่ำกว่าศักยภาพ ก็ต้องทำให้โตมากขึ้น คนไทยมีรายได้ดีขึ้น แถมยังโดยวิกฤตพลังงานที่ทุกประเทศเจอ จนลามมาสู่วิกฤตปากท้อง ค่าครองชีพสูงขึ้นมาก ขณะที่งบ 69 ก็จำกัด ไม่สามารถอะไรได้ ตัวเลขเงินเฟ้อก็สูงขึ้น หลังเจอวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ของแพงขึ้นเกือบ 10% ต้นทุนสูงขึ้น หากปล่อยให้เหตุการณ์นี้ลุกลามไปเรื่อย โดยไม่แก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง เพราะคนที่กระทบมากที่สุดคือคนที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินเก็บ กินน้อยลง อดมื้อกินมื้อ รัฐบาลจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยดูแลวิกฤตปากท้องของประชาชน จึงจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดเพื่อช่วยกลุ่มเหล่านี้ ช่วยวิกฤตปากท้อง เพราะหากแก้ไม่ได้ ธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ จะต้องไล่คนออก ตกงาน เป็นวิกฤต เศรษฐกิจตามมา เราต้องหยุดวงจรอุบาทว์นี้ เรื่องการออก พ.ร.ก. ไม่ใช่แค่เยียวยาประชาชนอย่างเดียวเพราะประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และแก๊สธรรมชาติสูงมาก สูงสุดในอาเซียน และสูงมากในเอเชีย หากเราไม่แก้การเปลี่ยนผ่านวิกฤตพลังงานนี้ หากสงครามยังไม่จบ ต้นทุนจะแพงขึ้นในระยะยาว วันนี้ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่สะท้อนถึงรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศหักด้วยรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศหลังวิกฤตปี 2540 เราเกินมาตลอดแต่สองเดือนที่ผ่านมาพอราคามันแพง และประเทศไทยนำเข้าเยอะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ก็กลับมาขาดดุลทันที เกือบ 500,000 ล้านบาทในสองเดือน เราปล่อยให้เหตุการณ์เป็นแบบนี้ ไม่ได้จึงตัดสินใจออกพระราชกำหนด เพื่อแก้ปัญหาช่วยแก้วิกฤตปากท้อง โครงการไทยช่วยไทยพลัส เรายังมีการนำเอไอ ที่ชื่อว่านกกระซิบ สอนพ่อค้าแม่ค้าสอบถามต้นทุนราคาสินค้า โดยโครงการมีเป้าหมายคือช่วยประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย เรื่องสมา์ทกริด เราก็ตั้งใจนำเสนอในส่วนนี้ ให้คนใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น



