"วุฒิสภา" เชิญ 12 ทูตอาเซียน แจงผลศึกษายกเลิก MOU 43-44 ยันทําเพื่อป้องอธิปไตยไทย พร้อมแฉหลักฐานกัมพูชาฮุบดินแดน-บิดเบือนข้อมูล
ข่าวที่น่าสนใจ
22 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา ได้เชิญคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจาก 12 ประเทศ เข้ารับฟังการบรรยายสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยมีนายนพดล อินนา ประธานกรรมการที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นผู้ชี้แจงข้อมูลต่อคณะทูต
นายนพดล กล่าวว่า การเชิญคณะทูตในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงของสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอผลการศึกษาต่อที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา และพบว่าหลังจากนั้นมีการนำเสนอข่าวสารจากต่างประเทศบางส่วนที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่วุฒิสภาได้ศึกษาไว้จึงเห็นว่าจำเป็นต้องเชิญคณะทูตจากประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาสำคัญเข้ามารับฟังข้อมูลโดยตรง โดยประเทศที่ได้รับเชิญประกอบด้วยกลุ่มอาเซียนและประเทศมหาอำนาจในภูมิภาค เช่น จีน เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 12 ประเทศ ซึ่งถือว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกประเทศที่ตอบรับเข้าร่วม

นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะใช้เวทีนี้อธิบายอย่างละเอียดถึงเหตุผลที่มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้ยกเลิก MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอคติทางการเมือง แต่เกิดจากการศึกษาข้อมูลเชิงลึกอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคง และผลกระทบต่ออธิปไตยของไทยพร้อมกันนี้ จะมีการอธิบายถึงที่มาของ MOU ทั้งสองฉบับ ว่ามีบริบทอย่างไรในช่วงเวลาที่มีการลงนาม และเหตุใดคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อตกลงดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์การรักษาผลประโยชน์ของประเทศอีกต่อไป
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการ จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การรุกล้ำอาณาเขตไทยในช่วงกว่า 25-26 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดและเหตุปะทะตามแนวชายแดนหลายครั้ง รวมถึงเหตุปะทะขนาดใหญ่ 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา เพื่อให้คณะทูตต่างประเทศได้รับทราบบริบทที่ครบถ้วน
นายนพดล ยังยกตัวอย่างกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งไทยเคยเปิดพื้นที่ช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคนในช่วงสงครามภายในกัมพูชาเมื่อกว่า 40 ปีก่อน โดยไทยได้ให้ทั้งที่พัก อาหาร และยารักษาโรค ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNHCR รวมถึงกาชาดสากลและกาชาดไทยแต่ภายหลังสถานการณ์สงครามยุติลง กลับพบว่ามีผู้อพยพบางส่วนไม่เดินทางกลับประเทศ และยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการมองว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของปัญหาชายแดนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
สำหรับการชี้แจงครั้งนี้ คณะกรรมาธิการยังได้จัดเตรียมสื่อภาพประกอบจากการลงพื้นที่ศึกษาจริงใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุปะทะ รวมถึงพูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อยืนยันว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาที่ลงลึกและครอบคลุมทุกมิติ
เมื่อถูกถามถึงบทบาทของวุฒิสภาไทยในการสื่อสารกับวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการจับตาว่า ฮุน เซ็น มีบทบาทสำคัญในควบคุมการสื่อสารนายนพดล กล่าวว่า ประธานวุฒิสภาไทยได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านกิจการระหว่างประเทศขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อผลักดัน การทูตรัฐสภาเชิงรุก ให้เป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารข้อเท็จจริงของไทยต่อประชาคมโลกโดยแนวทางนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของ Inter-Parliamentary Union (IPU) หรือสหภาพรัฐสภา ที่กำลังผลักดันให้รัฐสภาของแต่ละประเทศมีบทบาททางการทูตมากขึ้นในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า หากในอนาคตพบว่ามีข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาที่บิดเบือนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง วุฒิสภาไทยก็พร้อมใช้เวทีรัฐสภาระหว่างประเทศในการออกแถลงการณ์หรือชี้แจงอย่างเป็นทางการ
ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ฝั่งกัมพูชามีการสร้างบังเกอร์หรือสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่สูงกว่าฝั่งไทยที่แนวชายแดน จนเกิดความกังวลว่าไทยอาจเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์นั้น นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดดังกล่าวมาแล้ว และจากการพูดคุยกับกำลังพลในพื้นที่ พบว่าทั้งทหารและฝ่ายปกครองมีความพร้อมในการรับมือสถานการณ์อย่างเต็มที่ และมีความมั่นใจในศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงไทย ทั้งในเรื่องกำลังพล ยุทธวิธี และการเตรียมการป้องกันประเทศ เชื่อว่าสามารถดูแลและปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างแน่นอน
สำหรับแผนการสื่อสารในระยะต่อไป นายนพดล กล่าวว่า การเชิญคณะทูตครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น โดยเลือกเริ่มจากกลุ่มอาเซียนบวกสาม หรือ ASEAN+3 ก่อน เพราะเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านควรเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเข้าใจข้อเท็จจริงของไทย ซึ่งในอนาคตอาจขยายวงการชี้แจงไปยังกลุ่มประเทศอื่นเพิ่มเติม รวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป เพื่อให้ข้อมูลของไทยได้รับการรับรู้ในระดับสากลมากขึ้น และสร้างเครือข่ายความเข้าใจในเวทีการทูตระหว่างประเทศต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

