“นายกฯ” ย้ำคดี “หมิงเฉิน ซัน” หากพบใครเกี่ยวข้อง โดนดำเนินคดีทั้งหมด สั่งเดินหน้าคุมเข้มอาวุธผิดกฎหมาย เพิ่มมาตรการสแกนชาวต่างชาติเข้าประเทศ
ข่าวที่น่าสนใจ
12 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ในคดีเกี่ยวกับอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และความมั่นคง เกี่ยวข้องกับนักการเมืองในไทย ว่า อยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับไทยต้องดูว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ เพราะการที่ใครจะไปรู้จักกับใครนั้นเป็นเรื่องปกติ เขามาอยู่เมืองไทยก็หลายปี แต่ไม่ว่าใครก็ตามอย่าไปร่วมกระทำความผิดก็แล้วกัน

เมื่อถามว่า อยู่ระดับไหนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายอนุทิน เผยว่า เรื่องนี้ขอให้ถามฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นเรื่องของการสอบสวนสืบสวนด้วย
เมื่อถามว่า ได้รับการประสานจากฝั่งกัมพูชาบ้างหรือไม่ หลังได้มีการออกมาตอบโต้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ BHQ นายอนุทิน ระบุว่า เราก็เน้นในเรื่องของรูปคดีที่ออกมาจากการสอบสวนเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับเรื่องการประสาน ซึ่งเราใช้การสอบสวนจากผู้ต้องหาและพยานแวดล้อม เท่าที่ตนได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาโดยตลอด เราก็ขยายผลไปได้ ไม่ต้องกังวลหากมีการพาดพิงถึงใครก็ต้องดำเนินคดีทุกคน

เมื่อถามถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตรวจค้นเจอ เขาตั้งใจเอามาปล่อยที่ไทยหรือนำไปปล่อยที่ไหน นายกรัฐมนตรี เผยว่า เรื่องนี้ถือเป็นรายละเอียด ข้อมูลบางอย่างเราต้องถือว่าเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว
ส่วนจะให้ความสบายใจกับประชาชน หรือนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง หลังมีข่าวออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวยังสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติได้ รัฐบาลไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ยังยืนยันว่าเราพร้อมที่จะให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตปกติ แม้กระทั่งผู้ต้องหารายนี้ หากจะมีเป้าหมายก็คงเป็นเป้าหมายที่เขาเน้นไปยังจุดนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ก่อการร้าย หรือผู้ที่จะไปทำร้ายคนทั่วไป แต่เราควบคุมตัวเขาไว้แล้วก็จะมีการขยายผล ซึ่งทราบไปถึงตัวภรรยาและเครือข่ายต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีศักยภาพและความสามารถในการที่จะสืบไปจนถึงต้นตอของคดีได้อยู่แล้ว

ส่วนจะถึงขั้นทหารรับจ้างเลยหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า บุคคลนี้ดูเป็นคนธรรมดา
เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงกลุ่มนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ นายหมิงเฉิน ซัน หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ต้องกล่าวอะไร และหวังว่าคงไม่มีใครไปให้การสนับสนุน ทำผิดกฏหมายเท่านั้น เราไปห้ามให้คนไม่รู้จักกันไม่ได้
เมื่อถามต่อว่า จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดเลยหรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่า เคยมีใครวิ่งหนีตนได้หรือไม่
สำหรับมาตรการเฝ้าระวังบกพร่องหรือไม่ ที่ทำให้ นายหมิงเฉิน ซัน ซุกระเบิดซีโฟร์ และอาวุธปืนถึง 10 กระบอกได้ นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ใช่บกพร่องเรื่องมาตรการ แต่เป็นเรื่องของการกระทำที่ผิดกฏหมาย ตนอยู่เฉยๆ ครอบครองอาวุธไม่ได้หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ยิ่งระเบิดแค่เก็บไว้ที่บ้านก็ผิดกฎหมายแล้ว เราต้องไปดำเนินคดี และหาคนรับผิดชอบ แต่ตนคิดว่าจะหนีไปกรณีแบบนี้ ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความมั่นใจมากขึ้นว่าการพกพาอาวุธไปในที่ต่างๆ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น ตอนที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนไม่ต่อใบอนุญาตพกปืน วันนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงนโยบายเดิม กำกับดูแลทั้งตำรวจ กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงกลาโหม เพราะฉะนั้นวันนี้ใบพกปืนไม่มี ภายในเดือนกันยายนนี้ใบพกปืนที่ทุกคนมีอยู่ถือว่าหมดอายุ หลังจากนี้อยากใครพกพาอาวุธปืนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่มีหน้าที่และไม่ได้รับการอนุญาตก็ถือว่าผิดกฎหมาย และการพกพาอาวุธร้ายแรงติดตัวไปในที่สาธารณะก็มีกฎหมายที่รุนแรงอยู่แล้ว
หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไร เพราะคนที่เข้ามาเหล่านี้มาสร้างความเดือดร้อน นายอนุทิน ระบุว่า ตนบอกแล้วว่าเจตนารมย์ของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยในอดีตและปัจจุบันได้ออกมานั้น ถือเป็นโครงการที่ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการลงทุน อำนวยความสะดวกให้คนมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย แต่ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด ที่อาศัยช่องโหว่มาทำผิดกฎหมาย เราก็ต้องไปดำเนินคดีให้ได้ ไม่มีทางที่จะทำผิดกฎหมายในประเทศนี้แล้วรอดพ้นไปได้ ไม่ว่าการกระทำผิดกฎหมายใดๆ ในประเทศนี้ ทั้งเรื่องค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ หรือหลอกลวงประชาชนต่างๆ หากยังทำอยู่ ตำรวจก็จับได้ตลอดเวลา แต่จะไปบอกว่าห้ามทำนั้นก็ไม่รู้จะห้ามใคร สั่งห้ามผลิตยาเสพติดก็ทำไม่ได้ เพราะผลิตนอกประเทศแต่หากเอาเข้ามาเมื่อไหร่ก็โดน
เมื่อถามต่อว่า จะมีการสแกนคนจีนที่เข้ามาในประเทศอย่างไร นายกรัฐมนตรี เผยว่า ทุกคนมีประวัติอยู่แล้ว ตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องดูประวัติ ในเรื่องของการสแกนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากมีประวัติไม่ดี ทุกวันนี้กรมการปกครองของกระทรวงมหาดไทย เราก็ไม่ได้ออกใบอนุญาตต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสัญชาติ ที่ไม่มีการให้สัญชาติช่วงหลังๆ นี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่ดี คนที่ทำชั่วทำผิดก็ไปจัดการกับคนเหล่านั้น ไม่ใช่มาทำให้กระบวนการต่าง ๆ หยุดชะงักไปหมด แต่ปัจจุบันนี้การสแกนหรือการตรวจสอบก็เพิ่มมากขึ้นเยอะ มีขั้นตอนเพิ่มมากขึ้น และนี่คือการสแกนอย่างหนึ่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

