กระทรวงต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ด่วนเมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 10 มค.) ระบุว่า “สถานการณ์ด้านความปลอดภัยในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน สถานทูตสหรัฐในกรุงโบโกต้า ของโคลอมเบียออกคำเตือนชาวอเมริกันไม่ให้เดินทางไปเวเนซูเอล่า” ส่วนผู้ที่อยู่ในเวเนซูเอล่าให้เดินทางออกจากประเทศโดยทันที เนื่องจากขณะนี้เที่ยวบินระหว่างประเทศกลับบริการแล้ว
แถลงการณ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดหรือระดับ 4 ได้ให้เหตุผล “ด้านความเสี่ยงที่ร้ายแรง” ระบุว่ารัฐบาลเวเนซูเอล่าภายใต้การนำของประธานาธิบดีรักษาการเดลซี โรดริเกซได้มีคำสั่งให้กลุ่มติดอาวุธตั้งด่านตรวจบนถนนเพื่อหาพลเมืองชาวอเมริกัน และผู้ที่ให้การสนับสนุนสหรัฐในการโจมตีเวเนซูเอล่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่าน (3 มค.)
แถลงการณ์ยังเตือนด้วยว่า “ก่อนออกเดินทาง พลเมืองสหรัฐควรใช้ความระมัดระวังเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบข้างระหว่างเดินทางโดยรถยนต์ และติดตามการสื่อสารและเว็บไซต์ของสายการบินเพื่อรับข้อมูลล่าสุด” แถลงการณ์ยังเตือนว่าสถานทูตอเมริกันและสถานกงสุลในเวเนซูเอลปิดทำการไปตั้งแต่ปี 2562 และอพยพเจ้าหน้าที่ทูตออกมาหมดแล้ว หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้
การประกาศเตือนภัยของสหรัฐมีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงการากัสและจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร มาขึ้นศาลนิวยอร์กใน ข้อหาค้ายาเสพติดและก่อการร้าย และมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เชิญผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สหรัฐเข้าพบที่ทำเนียบขาวเพื่อโน้มน้าวให้กลับเข้าไปลงทุนและฟื้นฟูโครงสร้างพลังงานในเวเนซูเอล่า
เดอะการ์เดียนรายงานเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาที่นำโดยโรดริเกซ ได้ส่งกองกำลังติดอาวุธออกค้นหาชาวอเมริกัน โดยกลุ่มติดอาวุธจะเรียกหยุดรถและตรวจค้นรถยนต์ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจสอบรายชื่อในโทรศัพท์ ข้อความ และโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิทธิพลของมาดูโร่ยังคงแม้จะถูกลักพาตัวไปแล้ว และเผยว่ารัฐบาลของโรดริเกซได้มีคำสั่งฉุกเฉินห้ามประชาชนเฉลิมฉลองการจับกุมมาดูโรในที่สาธารณะ
ล่าสุดทรัมป์ได้บินไปยังคฤหาสห์มาร์-อา-ลาโกที่ฟลอริด้าเพื่อพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ และยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำสั่งอพยพของกระทรวงการต่างประเทศ

