“พล.ท.นันทเดช” ฟันธง ไม่มีซีไอเอในไทย

อดีตบิ๊กศรภ. ฟันธง!! ไม่มีซีไอเอในไทย ชงรัฐบาล -ส.ส. -ส.ว. ดันกฎหมายคุมเอ็นจีเคลื่อนไหวการเมืองในไทย ลอกแบบประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 22 เม.ย. 64 ที่บ้านพักรามอินทรา 31 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ กรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และอดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ให้สัมภาณ์กับสำนักข่าว “Top News” ถึงกรณีความเคลื่อนไหวของขบวนการต่างชาติที่แทรกแซงการเมืองภายในประเทศไทยว่า ความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐฯมีมายาวนาน ในช่วงหลังสงกครมโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯได้ช่วยเหลือไทยไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะช่วยไทยไม่ให้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และช่วยต่อสู้กับสงครามคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อสงครามเย็นยุติแล้ว สหรัฐฯกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุด เพราะเคยไปรบนอกประเทศ ทำให้ประเทศของตัวเองไม่เคยเสียหาย ทำตัวเองเป็นพระอาทิตย์ที่ทุกประเทศต้องหมุนตาม ตอนนี้สิ่งที่ส.ส.สหรัฐฯสงสัยประเทศไทยคือกรณีที่ทำไมประมุขประเทศที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถึงมีประชาชนนิยมมากกว่าประมุขประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่สหรัฐฯยอมรับไม่ได้ แต่เป็นเพียงแนวคิดของสหรัฐฯเท่านั้น ปัจจุบันการเคลื่อยไหวขยายแนวคิดก็ออกไปสู่องค์กรเอกชนต่างๆของสหรัฐฯหลายองค์กร เพราะการที่คนที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่มาจากเชื้อสายที่ตกทอดกันมากลับได้รับความนิยมมากกว่าคนที่มาจากประชาชน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยดูแล้วไม่ค่อยดี

พล.ท.นันทเดช กล่าวต่อว่า ดังนั้นความพยายามบ่อนทำลายสถาบันโดยกลุ่มองค์กรเอกชนของสหรัฐญจึงเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เกิดจากตัวรัฐบาล โดยเนื้อแท้แล้วสหรัฐฯยังทำงานอยู่กับคนไทย เพราะคนในสถานทูตสหรัฐฯพันกว่าคน จะมีคนแบบนี้ประมาณ 10 กว่าคน ซึ่งการที่เขาเป็นคนแบบนี้มาจากอุปสงค์ส่วนตัวมากกว่า เช่น ต้องการความเจตริญก้าวหน้าอาชีพ อยากเด่นว่าสามารถทำข่าวลึกได้โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ทางเพศ และนโยบายของทูตสหรัฐบางคน แต่อย่างไรก็ตามกล่าวได้ว่าคนในสถานทูตสหรัฐฯส่วนใหญ่ยังมีความจงรักภักดีและชื่นชอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีน้อยคนมากที่จะเป็น เรามีคนไทยทำงานในสถานทูตสหรัฐฯเกือบร้อยละ 30 ของคนในสถานทูตสหรัฐฯ ดังนั้นคนไทยเราก็จะช่วยตอบปัญหาอะไรกับคนในสถานทูตได้ในระดับหนึ่ง ยกเว้นคนบางจำพวกเท่านั้น

“การเคลื่อนไหวมาจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ใช่ซีไอเอ เป็นการเคลื่อนไหวส่วนบุคคลและองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอบางกลุ่มของสหรัฐฯเท่านั้น ซึ่งองค์กรเหล่านี้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยตามแบบตะวันตก และประเทศไทยเป็นประเทศเปิดที่สามารถเข้ามาทำการเคลื่อนไหวได้ง่าย และเป็นประเทศที่คนเหล่านี้สามารถเข้ามาทดลองทฤษฎีได้ ในประเด็นประมุขที่มาจากการแต่งตั้ง และประมุขที่มาจากการเลือกตั้งอะไรจะดีกว่ากัน ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายทางอ้อม คล้ายกับต้องการมาทดลองทฤษฎีต่างๆ ถามว่าทำไมไม่ไปทำในประเทศอื่น เพราะว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศรอบบ้านเรามีคามเข้มแข็งในตัวเอง มีระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ได้ลอกสหรัฐฯมาแบบเรา” พล.ท.นันทเดช กล่าว

พล.ท.นันทเดช กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีหน่วยงานสหรัฐฯที่ทำงานในไทยมีประมาณ 7-8 หน่วยงาน ส่วนใหญ่ทำงานแล้วให้ผลประโยชน์กับประเทศไทย และสหรัฐฯควบคู่กัน ทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นตนฟันธงได้ว่าซีไอเอยังไม่ได้เข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวในไทย เพราะคนที่ทำงานข่าวและคลุกคลีกับสหรัฐฯจะทราบทันทีว่าซีไอเอขอสหรัฐฯไม่ได้ทำงานในลักษณะนี้ แต่เป็นการทำงานของสส่วนงานการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ของสหรัฐฯในสถานทูตสหรัฐฯ และผู้ที่ต้องการผลประโยชน์จากองค์กรเอกชนสหรัฐฯ เช่น คนที่จ.ขอนแกน หรือผู้นำไทยหลายคนที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรเอกชนสหรัฐฯก็จะตั้งตัวเป็นตัวแทนขอผลประโยชน์จากองค์กรเอกชนสหรัฐฯมาให้กลุ่มคนไทยที่เคลื่อนไหว ซึ่งใสต่างประเทศ เช่น กัมพูชาจึงมีกฎหมายควบคุมเอ็นจีโอเกิดขึ้น แต่ของไทยยังไม่มี ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเราต้องมีกฎหมายนี้

เมื่อถามว่า ใครจะต้องเป็นแม่งานในการผลักดันกฎหมายนี้ พล.ท.นันทเดช กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะเป็นส.ส. หรือรัฐบาล หรือส.ว. เพราะมีหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา ก็ทำแล้ว ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์มีกฎหมายความมั่นคงที่ใครจะไปแทรกแซงเขาไม่ได้

เมื่อถามว่า เราจะควบคุมเอ็นจีโอต่างชาติไม่ให้เข้ามาแทรกแซงปลุกระดมล้างสมองเยาวชนในสถาบันการศึกษาไทยได้อย่างไร พล.ท.นันทเดช กล่าวว่า ทุกคนที่เข้ามาจะต้องผ่านการกลั้นกรองจากกระทรวงการต่างประเทศ และต้องไปขึ้นทะเบียนที่กระทรวงแรงงานเพื่อขอใบอนุญาตทำงานที่มีขั้นตอนตรวจสอบอยู่ แต่เราไม่ได้ทำงานตรงส่วนนั้นอย่างสมบูรณ์ เช่นเขามีจุดประสงค์ว่าจะขอเข้ามาเพื่อเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในแบบฟอร์มต้องระบุไว้ว่าคุณจะทำทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย แต่ในแบบฟอร์มยังไม่มีการระบุแบบนี้ ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายของเรายังไม่ทันต่อการเคลื่อนไหวของโลก กรณีอาจารย์ม.ขอนแก่นเราทราบกันมานานแล้ว แต่กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไม่กล้าทำอะไร และกลุ่มคนแบบนี้ยังมีมากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ และจ.เชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดที่สหรัฐฯมีกงศุลอยู่ และจังหวัดที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ เมื่อคุณระบุว่าเข้ามาเป็นอาจารย์ก็ต้องเป็นอาจารย์อย่างเดียว และจะต้องทำอะไรที่อยู่ในกรอบประเพณีวัฒนธรรมของไทย ซึ่งตอนนี้กฎหมายหลักในไทยยังไม่มี ส่วนที่มีบังคับใช้คือกฎกระทรวงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายน้อยมาก

“การที่เราต่อต้านสหรัฐฯเป็นเรื่องที่ต้องทำ และจำเป็นต้องทำ แต่อย่าโทษว่าเป็นซีไอเอ เราต้องโทษตัวบุคคลและองค์กรเอกชน ในขณะเดียวกันเราต้องหาทางออกกฎหมายของเราเพื่อควบคุมคนแบบนี้ จะนำกฎหมายของกัมพูชามาร่างหรือนำมาเลียนแบบก็ได้ เพราะเรายังไม่มีกฎหมายที่จะควบคุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยโดยตรง เป็นเพียงกำกระทรวงที่นำมาใช้ เราจึงจำเป็นต้องมี และฝากหน่วยงานรัฐบาลควรออกกฎหมายเหล่านี้ได้แล้ว” พล.ท.นันทเดช กล่าว

 

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

สนับสนุน TOPNEWS ด้วยการซื้อสินค้าคุณภาพจาก Sbuyzone 

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก