สธ. เห็นชอบ ยกเลิกฉีด “ซิโนแวค” 2 เข็ม เปลี่ยนการฉีดวัคซีนสลับตัวอื่นแทน

สธ. เห็นชอบ ยกเลิกฉีด “ซิโนแวค” 2 เข็ม เปลี่ยนการฉีดวัคซีนสลับตัวอื่นแทน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเขต กทม. และปริมณฑล ยังมีความน่าเป็นห่วง หลังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการระบาดของสายพันธุ์เดลตา มีแนวโน้มแพร่เชื้อเพิ่มในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในสถานประกอบการ โรงงาน ตลาดค้าส่ง คาดว่า หากพบผู้ติดเชื้อสูงถึงใกล้หมื่นรายต่อวัน หรือประมาณ 1 แสนกว่ารายใน 2 สัปดาห์นี้ จะส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

 

ฉะนั้นจะต้องมีมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดและประสิทธิภาพ มาตรการยาแรงที่จะดำเนินการพร้อมกันในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ ห้ามรวมกลุ่มคนมากกว่า 5 คน จำกัดการเดินทางข้ามจังหวัด ลดจำนวนขนส่งสาธารณะข้ามจังหวัดระยะไกล ปิดสถานที่เสี่ยง ทำงานที่บ้านทั้งเอกชนและรัฐให้มากที่สุด ลดโอกาสสัมผัสโรค ลดเคลื่อนย้ายและการดำเนินกิจกรรมของคนให้มากที่สุด

 

ส่วนการปรับแผนการฉีดวัคซีน ระดมฉีดสูงอายุและ 7 โรคเรื้อรัง และตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 1 ล้านคนใน 2 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะพื้นที่ระบาดรุนแรง คือ กทม. ปริมณฑล วัตถุประสงค์เพื่อให้สร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรมากกว่า 80% ในกลุ่มสูงอายุ และ 7 โรคเสี่ยง ปัจจุบันเราทำการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 12 ล้านโดส แต่กลุ่มเสี่ยงเสียชีวิต คือ ผู้สูงอายุ และโรคเรื้อรัง ยังรับวัคซีนไม่ครบจำนวนที่ตั้งเป้าไว้จึงต้องเร่งฉีดให้เร็วที่สุดในระยะเวลาจากนี้ไม่นาน ต้องฉีดได้ครบจำนวน

 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีข้อสรุป 4 เรื่อง ได้แก่

1.เห็นชอบการฉีดวัคซีนโควิด 19 สลับชนิด โดยเข็ม 1 คือ ซิโนแวค และเข็ม 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า ระยะเวลาห่าง 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา โดยจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสในระดับที่สูงและเร็วมากยิ่งขึ้น รพ.ดำเนินการได้ทันที

2.รับทราบการฉีดบูสเตอร์โดสบุคลากรการแพทย์ด่านหน้า ในการให้วัคซีนเข็ม 3 ห่างจากเข็มสองระยะ 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าส่วนใหญ่รับสองเข็มแรกเกิน 4 สัปดาห์แล้ว จะดำเนินการฉีดบูสเตอร์โดสได้เลยทันที เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงและเร็วที่สุด บุคลากรด่านหน้าที่เสี่ยงเชื้อโควิดจากการปฏิบัติงานประจำดูแลผู้ป่วย ซึ่งเชื้อกลายพันธุ์เดลตา มีความจำเป็นต้องฉีดบูสเตอร์โดสเพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยบุคลากรดูแลผู้ป่วยได้เต็มที่ โดยบูสเตอร์โดสจะเป็นแอสตร้าฯ เป็นหลัก มีข้อมูลวิชาการว่าการให้คนละชนิดในเข็มกระตุ้นมีผลดีสร้างภูมิคุ้มกันในบุคคลเพื่อป้องกันโรคโควิด 19

3.เห็นชอบแนวทางการใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit ตรวจหาเชื้อโควิด เพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจหาเชื้อที่มีการระบาดหลายพื้นที่ ประชาชนไม่ต้องรอคิวนานในการไปตรวจหาเชื้อด้วยวิธีสวอปจมูกหรือ RT-PCR ที่ใช้เวลานานมาก การนำทุกเทสต์คิทที่นำมาใช้ต้องผ่านการรับรองขึ้นทะเบียนกับ อย. ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนแล้ว 24 ราย โดยอนุญาตให้ตรวจโดยสถานพยาบาล หน่วยตรวจที่รับรองมาตรฐานมีมากกว่า 300 แห่ง ช่วยลดระยะรอคอย และเร็วๆ นี้จะอนุญาตตรวจเองที่บ้านเพื่อความสะดวกประชาชนทราบผลที่เร็ว ลดเสี่ยงแพร่เชื้อ กรมควบคุมโรคจะมอบหมายให้ คณะกรมการโรคติดต่อจังหวัดและ กทม.กำกับตามแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

4.เห็นชอบแนวทางการแยกกักที่บ้านและชุมชน (Home Isolation / Community Isolation) ในผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถเข้ารักษา รพ.ได้ ไม่มีอาการรุนแรง โดยมีเครื่องวัดไข้ วัดออกซิเจนในกระแสเลือด และยา ซึ่ง สปสช.ทำแนวทางขึ้นมาแล้วพร้อมอาหาร 3 มื้อ ร่วม รพ.เจ้าภาพที่ดูแลผู้ป่วย จะให้การดูแลเต็มที่

 

แชร์ให้เพื่อน :

คลิปเด่นประจำวัน

ติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE

TOP NEWS Mobile Application

ติดตาม TOP NEWS ผ่านช่องทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาติทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก